พระบรมราโชวาท ในโอกาสที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นำคณะเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยที่ประจำการในต่างประเทศทั่วโลก พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศ เข้าเฝ้า ฯ ในโอกาสที่กระทรวงการต่างประเทศ จัดการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ของไทยทั่วโลก ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน 2566

วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2566

พระบรมราโชวาท
ในโอกาสที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
นำคณะเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยที่ประจำการในต่างประเทศทั่วโลก
พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศ
เข้าเฝ้า ฯ ในโอกาสที่กระทรวงการต่างประเทศ
จัดการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ของไทยทั่วโลก
ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต
วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน 2566

ข้าพเจ้ามีความยินดี ปลื้มปีติที่ได้ต้อนรับท่านทั้งหลาย ผู้ซึ่งเป็นผู้แทนของประเทศ ผู้แทนของรัฐบาล ผู้แทนของประชาชนชาวไทย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ.
เป็นสิ่งที่ดีมากที่กระทรวงได้จัดให้มีการประชุมพบปะสัมมนา ในระหว่างผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนของประเทศ ดังที่ได้พูดไปแล้ว ซึ่งได้โอกาส ที่ท่านทั้งหลายจะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น รายงานข้อมูล สถานการณ์ ตลอดจนข้อสังเกตของแต่ละคน ให้เพื่อนร่วมงาน หรือ colleague ของท่านได้ฟัง ตลอดจนก็น่าจะได้ข้อยุติหรือข้อตกลงใจ หรือข้อสรุปในหลาย ๆ อย่างที่นำมาพูดกัน เพื่อน้อมนำไปปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนของประเทศชาติได้ดีขึ้นและทันท่วงที ตลอดจนรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติของเราไว้.
ในปัจจุบันนี้ สถานการณ์ของโลก ซึ่งประกอบด้วยประเทศต่าง ๆ ในแต่ละทวีป แต่ละภูมิภาค แต่ละประเทศ แต่ละกลุ่ม ซึ่งในโลกนี้เขามีหลายกลุ่ม ก็มีจุดยืนของแต่ละกลุ่ม แต่ละประเทศ แต่ละฝ่าย. อย่างที่ท่านทั้งหลายได้คุยกันว่าจะพูดกันถึงเรื่องโลกแบ่งขั้ว. ขั้วนี่มีมานานแล้ว ทั้งนอกประเทศและในประเทศ มันก็มีขั้ว มีความคิดที่แตกต่างกันไป ตามผลประโยชน์ส่วนบุคคลและผลประโยชน์ของประเทศ. อันประเทศไทยของเรานั้น
ท่านทั้งหลายก็ทราบดีอยู่แล้วว่า เราเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรม มีประวัติศาสตร์ และมีจุดยืน. จุดยืนต่าง ๆ ก็เปลี่ยน พัฒนากันมาตามยุคสมัย. แต่จุดยืนนั้น ก็มาจากวัฒนธรรม มาจากค่านิยมของประเทศไทย ซึ่งมีเอกลักษณ์ของตนเอง. จะเห็นได้ว่าในประวัติศาสตร์ หลาย ๆ อย่างเอกลักษณ์ ค่านิยมของประเทศไทย ในความภูมิใจในความเป็นคนไทย ในการรักประเทศชาติ เสียสละต่อประเทศชาติ และหวังดีที่จะพัฒนาประเทศ ก็มีมานานแล้วทุกยุคทุกสมัย. ประเทศเรา อย่างที่บอกแล้ว ก็มีจุดยืน. เพราะฉะนั้น สถานการณ์ หรือจุดยืนต่าง ๆ ของโลกซึ่งวุ่นวาย เปลี่ยนแปลงไปมา เป็นขั้วเป็นอะไรก็แล้วแต่ ก็มีอยู่ ช่วยไม่ได้. แต่ถ้าเรานึกถึงจุดยืน วัฒนธรรม ค่านิยม ผลประโยชน์ของประเทศเรา มันก็จะเป็นจุดเรียกว่าจุดยืนของเราเอง ที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงแล้วจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ในการรักษาพระราชไมตรี หรือป้องกันผลประโยชน์และประชาชนของเรา. อย่างที่เน้น พูดแล้วว่า สถานการณ์ของแต่ละประเทศก็สอดคล้อง หรือต้องเอาสถานการณ์ จุดยืนของเรา มาปรับให้ถูกต้อง จะได้ปฏิบัติการให้ถูกต้อง. เราต้องรักษาทั้งไมตรี มิตรไมตรี แต่เราก็ต้องรู้เขา จะได้รับมือได้. และการที่จะรู้เขาได้อย่างดีก็คือ ต้องรู้เรา.
หลายคนอยู่ต่างประเทศ สมัยก่อนนี่อยู่ต่างประเทศนาน ก็บางทีก็มีความภูมิใจในความเป็นไทย มีความตั้งใจในการเป็นคนไทยที่ดี แต่บางทีก็เรื้อ ว่ารู้จักทุกอย่าง. สมัยก่อนนี้รู้จักทุกอย่าง การไปค็อกเทลปาร์ตี้กัน การไป reception ต่าง ๆ. แต่พอถามถึงเรื่องเมืองไทย หลายปีก่อนนี้ ทูตตอบไม่ได้. ประเทศไทยเป็นยังไง สถานการณ์เป็นยังไง คนไทยใช้ชีวิตอย่างไร ตอบไม่ได้. ก็สำคัญที่จะต้องเข้าใจ ว่าประเทศเราเป็นยังไง และน่าจะเป็นอย่างไร เพื่อให้ประชาชนเรามีความสุข. และเขาเป็นอย่างไร แต่ละประเทศ แต่ละภูมิภาค แต่ละค่าย แต่ละขั้ว และทำยังไงที่จะอยู่กับเขาได้โดยรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ และคุ้มครอง หน้าที่เราอีกอย่างหนึ่งคือการคุ้มครอง ปกป้องประชาชนที่อยู่ในต่างแดนในอาณาของเรา คุ้มครองปกป้องชื่อเสียง เกียรติยศ และความจริงของประเทศไทย. เพราะฉะนั้นต้องทำอะไร ต้องสนใจติดตาม และทำตนเองให้ทันสมัยอยู่เสมอ อย่างที่พูดไปแล้ว และรู้หน้าที่ของเรา. ไม่ใช่งานง่ายนะงานทูตเนี่ย. งานทูตไม่ใช่ยกแก้วแชมเปญดื่ม หรือไปค็อกเทลแล้วพูดไทยแลนด์นู่นไทยแลนด์นี่. มันเป็นเรื่องสมัยนี้ ต้องเข้าใจเขา ต้องเข้าใจเรา รู้จักตนเอง แล้วรู้ว่านโยบายของกระทรวง นโยบายของประเทศ นโยบายของรัฐบาล ความต้องการ ค่านิยมของประชาชนเป็นยังไง. ไม่ลืมจุดยืนของประเทศ และนโยบายของประเทศ รักษาความเป็นมิตรด้วย ประนีประนอมในสิ่งที่ควรประนีประนอม. ความเป็นกลางในใจ ความสงบและความเป็นกลางในใจก็สำคัญ เพราะว่าการจะไปอยู่ประเทศเขาก็ต้องมี sympathy หรือมี friendship กับเขาบ้าง. อะไรที่ไม่ถูก อะไรที่
ไม่ตรงกับประเทศชาติของเราก็เอามาคิดไว้ แต่เราก็ต้องรักษาความเป็นมิตร ความประนีประนอมอย่างน้อยในมารยาทให้ได้ดี เพื่อทำงานได้. อยู่กับเขาก็ต้องทำงานได้.
อย่างการประชุมนี้สรุปแล้วว่า ก็มีประโยชน์ ถ้าเผื่อทุกคนตั้งใจ สนใจแลกเปลี่ยนความคิด มา refresh หรือทำให้ตัวเองทันสมัยในนโยบายของรัฐบาล นโยบายของประเทศ ตลอดจนค่านิยมของประชาชนของเรา. ทั้งหมดนี้ท่านก็คงจะได้สามารถเอาไปปฏิบัติได้ เพราะว่าทูตของกระทรวงต่างประเทศนี่เก่งอยู่แล้ว ผู้แทนต่าง ๆ นี่. ยิ่งสมัยใหม่นี่ก็ มีความคิดที่ก้าวหน้า มีความคิดที่มีเหตุผล. แล้วก็การติดต่อสื่อสารของเมืองไทยหรือของโลก ต่างกับตอนที่พวกเราหนุ่ม ๆ เป็นนักเรียนกันมาก. สมัยก่อนนี้เขียนจดหมาย เจ็ดวัน ถึงถึงบ้าน. ทางบ้านตอบ อีกเจ็ดวันมาถึง. มีเรื่องอะไรด่วนก็โทรเลขภาษาอังกฤษ. เดี๋ยวนี้ โทรศัพท์ทั้งเห็นหน้าทั้งไลน์ทั้งอินเทอร์เน็ตอะไรต่าง ๆ นี่ นั่งอยู่ที่ไหนนอนอยู่ที่ไหนก็โทรศัพท์ได้. สมัยก่อน ตอนข้าพเจ้าเป็นนักเรียนนี่ กว่าจะได้เข้าโทรศัพท์ ถึงโทรศัพท์ ขอร้องเขาเกือบตายกว่าจะได้พูดโทรศัพท์. ไม่ได้อยู่ต่างจังหวัด. โทร.ไปลอนดอนก็ถือว่าสวรรค์แล้ว. เดี๋ยวนี้เรานั่งอยู่ที่ไหน ก็สามารถจะติดต่อกันได้. เพราะฉะนั้นงานการทูตก็สะดวกขึ้น เป็นจริงมากขึ้น.
ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงความคิด. ก็ขอให้ท่านทั้งหลาย ได้นำไปพิจารณาด้วยว่า รู้เขา รู้เรา รู้ตัวเอง ทันสมัย เข้าใจ ว่าจะต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างไร. มีอะไรปรึกษาหารือกัน ติดต่อง่ายนิดเดียว คุยกันได้. ก็ขอให้ท่านทั้งหลายได้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสบายใจ มีความโชคดี มีความแจ่มใสในสติปัญญาและความคิดต่าง ๆ. ก็ขอขอบใจ ก็มีคนถามอะไรก็ถามได้.

นายธานี ทองภักดี : ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า นายธานี ทองภักดี เอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตกราบบังคมทูลถามว่า โดยที่ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้พบปะคนไทยในต่างประเทศเป็นประจำ ซึ่งต่างชื่นชมในพระปรีชาสามารถและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี. ในการนี้ หากใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงเห็นควรพระราชทานพระราชกระแสใดแก่ชาวไทยในต่างประเทศ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะได้น้อมอัญเชิญพระราชกระแสไปยังชุมชนไทยในต่างประเทศต่อไป ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว : คราวก่อนเราก็เจอกันที่ลอนดอน ตอนงานบรมราชาภิเษกของพระเจ้าชาร์ลส์. ได้เห็นความน่ารักของคนไทย ได้เห็นความภูมิใจในการเป็นไทย ได้เห็นมิตรจิตมิตรใจของคนไทย ก็ปลื้มใจ. กลับมาก็ยังคิดถึงพวกเขา. ตุ๊กตาที่เขาให้ก็ยังตั้งอยู่ในบ้าน บนโซฟา มองทุกครั้งก็นึกถึงพวกเขา. ก็ฝากความรักความคิดถึง และก็ความปลื้มภูมิใจที่เขารักษาความเป็นไทย เป็นผู้แทนของประเทศชาติและสังคมไทย. แล้วไม่ว่าคนไทย
อยู่ที่ไหน ถ้าเผื่อเขามีความตั้งใจ มีความภูมิใจในการรักบ้านเมือง ภูมิใจในบ้านเมือง ก็อยู่สบาย. และความเป็นไทย ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ก็รอดทั้งนั้น. ฝากความรักและคิดถึงไปให้เขาด้วย.

นางสาวอาจารี ศรีรัตนบัลล์ : ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า นางสาวอาจารี ศรีรัตนบัลล์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา เครือรัฐออสเตรเลีย ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตกราบบังคมทูลถามว่า โดยที่รัฐบาลไทยอยู่ระหว่างการเตรียมการต้อนรับ พลเอก เดวิด เฮอร์ลีย์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แห่งเครือรัฐออสเตรเลีย และภริยา ที่จะเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า จึงขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสจากใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงเล่าประสบการณ์ที่ทรงประทับพระราชหฤทัย เมื่อครั้งเสด็จไปทรงศึกษาที่ออสเตรเลีย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว : พลเอก เดวิด เฮอร์ลีย์ เป็นนักเรียนนายร้อยร่วมชั้น ร่วมรุ่นกับข้าพเจ้า. รู้จักกันตั้งแต่ ๒๕๑๕ ตอนเราเข้ามาจากพลเรือนมาเป็นนักเรียนนายร้อยชั้น ๑. เรียนด้วยกันจนถึง ๒๕๑๘ แล้วก็มีการติดต่อมาเสมอ. การไปออสเตรเลียนี่ ก็มีความน่าประทับใจ และมีประโยชน์ เพราะว่าได้อยู่ประมาณ ๗ ปี ตั้งแต่เป็นนักเรียนโรงเรียนมัธยมหรือเตรียมทหาร และเข้าศึกษาโรงเรียนนายร้อยอีก ๔ ปี. จากนั้นไปอยู่หน่วยทหารต่าง ๆ อีก ๑ ปี ก็ ๗ ปี. คือได้ประโยชน์ในการได้ความรู้ ได้รู้จัก เข้าใจชีวิตของคนออสเตรเลีย ทั้งคนในเมือง คนต่างจังหวัด ทุกอาชีพ เพราะว่าทหารสมัยนั้นก็มาจากหลายอาชีพ. แล้วก็ได้รับการฝึกให้อดทน ให้อดทนให้อดกลั้น และให้มีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง ซึ่งก็เหมาะสมสำหรับข้าพเจ้าในวัยหนุ่มสมัยนั้น. ก็ได้ความรู้ แล้วก็ได้เพื่อนมา. ถ้าเผื่อศึกษาที่ไหนก็ตาม ตั้งใจศึกษา รู้เขารู้เรา ศึกษาให้ได้ตามที่เราต้องการ ก็ดี. เพราะฉะนั้นการต้อนรับ พลเอก เฮอร์ลีย์ ก็เป็นจุดหมายหนึ่งซึ่งเป็น symbol หรือเครื่องหมายแห่งความเป็นมิตร ระหว่างทั้งสองประเทศ. ก็ตอบแค่นี้ว่า
ก็ดีใจที่จะได้เจอ พลเอก เฮอร์ลีย์.

นายเชิดเกียรติ อัตถากร : ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า นายเชิดเกียรติ อัตถากร เอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ. ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตกราบบังคมทูลถามว่า ตามที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับโลกในยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทรงมีความคาดหวังต่อทูตในโลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง และขอพระราชทานคำแนะนำ เพื่อปวงข้าพระพุทธเจ้าจะรับใส่เกล้าใส่กระหม่อมไปปฏิบัติต่อไป ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว : โลกเปลี่ยนแปลงเสมอ ประเทศชาติและโลก สังคมในโลกเปลี่ยนแปลงตลอด. ก็ จะบอกว่าคาดหวังก็ไม่ได้ คือเป็นหน้าที่ของพวกท่านที่จะศึกษาอย่างที่บอก พูดไปเมื่อกี้แล้วว่า ศึกษาสถานการณ์ วิเคราะห์สถานการณ์ แล้วก็รู้ หรือวิเคราะห์สถานการณ์ versus ตระหนักและรู้ในความต้องการของประเทศชาติ แล้วก็มา apply เอา. เพราะงานทูตนี่เป็นงาน dynamic ไม่ใช่ static. มันมีขอบเขตมีกฎเกณฑ์อยู่ แต่ขอบหรือกรอบของงานทูตนี่คือ dynamic ตลอด. อย่างที่บอกว่าไม่ใช่ถือแค่ค็อกเทล ถือแก้วไทยแลนด์ ๆ อย่างเดียวเหมือนสมัยเมื่อตอนข้าพเจ้าเด็ก ๆ. ทูตก็ทำแค่นั้น ถามอะไรก็ไม่รู้เรื่อง. ต้องรู้ ต้องเป็นคนไทย ต้องทันสมัย และต้องปรับ เพราะอาจจะเจออะไรแปลก ๆ. เพราะว่าการทูตนี่บางทีมันก็ จริงใจบ้าง ไม่จริงใจบ้าง หรือจริงใจในผลประโยชน์ แล้วก็ต้องเจอคนไม่จริงใจเยอะ ในหลาย ๆ รูปแบบ. แต่เราก็ต้องรักษาความ “นัยว่าจริงใจ” ของเราไว้เพื่อดำเนินธุรกิจ ดำเนินภารกิจของเราไปได้ แต่ด้วยจิตใจที่ดี จิตใจที่เป็นธรรม. นี่ก็ตอบได้ ตอบแค่นี้ ขอบคุณ.

นายณัฐวัฒน์ กฤษณามระ : ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า นายณัฐวัฒน์ กฤษณามระ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตกราบบังคมทูลว่า ในภาวะปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงของชุมชนไทยในต่างประเทศ จากรุ่นเก่าไปสู่รุ่นใหม่ ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานแนวทางในการปลูกฝังเรื่องของความผูกพันของคนรุ่นใหม่กับประเทศไทย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ขอเดชะ.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว : รุ่นเก่ารุ่นใหม่ มันมีตลอดเวลา. รุ่นใหม่ก็กลายเป็นรุ่นเก่า. ไม่แน่ว่ารุ่นใหม่คืออะไรรุ่นเก่าคืออะไร เพราะสมัยเราหนุ่ม ๆ กัน เขาก็รุ่นราวใกล้เคียง เขาก็ว่าเราเป็นคนรุ่นใหม่. คนรุ่นใหม่คนสมัยนี้เป็นอย่างนี้อย่างนั้น สมัยลุงสมัยป้า คนเขาคิดอย่างงี้อย่างงั้น คนรุ่นใหม่ไม่มีความคิด คนรุ่นใหม่เป็นอย่างนู้นอย่างนี้. เราก็เคยเป็นคนรุ่นใหม่กันทั้งนั้นที่นั่งอยู่ในห้องนี้. คนไทยก็ควรจะมีความภูมิใจว่า เรามีเชื้อ เชื้อชาติของเผ่าไทยคนไทย มีขนบธรรมเนียมประเพณี มีค่านิยม มีความเป็นคนไทย มีภาษา มีศาสนา แล้วก็ทุกคนก็มีความคิดที่ดี ส่วนใหญ่. ส่วนรุ่นใหม่รุ่นเก่านั้น สมัยก่อนเราเป็นนักเรียนหรือเป็นเลขาตรี คนเขามาบอก ทูตเขามาบอกว่าพวกคุณคนรุ่นใหม่คิดอย่างงี้คิดอย่างงั้น ควรจะเป็นอย่างงั้น สมัยผมนี่ทำอย่างโน้นอย่างนี้. มันก็พอกันนั่นน่ะรุ่นเก่ารุ่นใหม่ ทุกคนก็ต้องเรียนรู้ ทุกคนก็ต้องเข้าใจ. ประสพการณ์ก็ทำให้คนรุ่นใหม่เป็นคนที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้น แต่ก็ไม่มีใครอยากเป็นคนรุ่นเก่าหรอก ก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีประสพการณ์ขึ้น. อย่างกระทรวงต่างประเทศชอบพูดสมัยก่อน พวกข้าพระพุทธเจ้าเป็นคนหัวก้าวหน้า. มันก็ต้องก้าวหน้า ก้าวหน้าในทางที่ถูก ในทางที่สัมมาและที่ถูกต้อง. ไม่ก้าวหน้ามันก็เป็นเต่าล้านปี. แต่ก้าวหน้าแล้วก็ความคิดไม่สร้างสรรค์ ความคิด
บ่อนทำลาย มันก็ไม่ใช่ความก้าวหน้า. เหมือนรุ่นใหม่รุ่นเก่าเหมือนกัน คนรุ่นปัจจุบันก็คือคนรุ่นใหม่ คนเก่าพัฒนามาเรื่อย ๆ วันเวลาผ่านไป เกิดดับเกิดดับไป. หากวันนี้เราตื่นมา ก็เป็นคนใหม่ คนรุ่นใหม่ แต่เรามีประสพการณ์. เพราะฉะนั้น คนรุ่นใหม่ก็เหมือนกับพวกเราทุกคน เขาก็ต้องมีประสพการณ์ เขาต้องได้ความเข้าใจ ความรู้ การเรียนรู้ต่าง ๆ. งั้นก็ขอพูดแค่นี้. นี่ก็คนรุ่นใหม่.
หมดแล้วใช่ไหม ไม่มีคำถามแล้ว. เมื่อไม่มีคำถามแล้ว ก็ขอขอบใจทุกคนที่มา. ขอขอบใจทุกคนที่ตั้งใจทำงาน มีความคิดและทัศนคติที่ดีต่อประเทศ. แล้วก็ทุกคนก็ขอให้เป็นคนรุ่นใหม่ในทางที่ดีที่ถูก. จะอายุเท่าไหร่ก็ตามก็เป็นคนรุ่นใหม่ได้ ถ้ารับสถานการณ์ที่ dynamic
สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง. แล้วเราก็มีค่านิยมของประเทศชาติเป็นจุดยืนอยู่แล้ว. ก็ขอขอบใจ ขอให้มีความสุขความเจริญ.